วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

สวนกุหลาบสร้างชื่อ
   
 
พระราชประวัติ
จอมพลเรือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต (ต้นราชสกุล บริพัตร) ประสูติเมื่อวันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2424 ปีมะเส็ง จุลศักราช 1243 ในพระบรมมหาราชวัง ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่ 33 ใน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) และสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ทรงมี สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ สุขุมขัติยกัลยาวดี กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร์ เป็นพระเชษฐภคินีร่วมพระชนนีเพียงพระองค์เดียว
 
การศึกษา
เมื่อทรงเจริญพระชันษาได้ 8 พรรษา ทรงเข้ารับการศึกษาตามแบบอย่างของพระราชกุมารและพระราชกุมารีในสมัยนั้น โดยทรงศึกษาวิชาภาษาไทย ณ โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ และวิชาภาษาอังกฤษกับ นาย โรเบิร์ด มอแรนด์ (ปริญญา เอ็ม.เอ.ออกฟอร์ด) ที่โรงเรียนพระราชกุมารในพระบรมมหาราชวังร่วมกับบรรดาพระราชกุมาร พระราชกุมารี และเจ้านายพระองค์อื่น ๆ
จนเมื่อมีพระชนม์ได้ 13 พรรษา จึงได้มีการพระราชพิธีโสกันต์ ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งถือกันว่าได้ผ่านพ้นวัยของพระราชกุมารแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็โปรดเกล้า ฯให้พระองค์เสด็จไปทรงศึกษาต่อในยุโรป ในตอนแรกได้ทรงเข้าร่วมสถานที่ประทับ และทรงรับการศึกษาร่วมกับ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ที่ตำบลแอสคอท มณฑลเซอร์รีย์ ประเทศอังกฤษ ในสำนักของนายแบร์ซิล ทอมสัน และต่อมาในสำนักของ พันตรี ซี วี ฮูย์ม ที่ตำบลแคมเบอร์ลี มณฑลเซอร์รีย์ ประเทศอังกฤษ ตามลำดับ ทรงศึกษาวิชาเบื้องต้นที่จะต้องทรงศึกษาพร้อมกับธรรมเนียมและกีฬาของชาวยุโรปนานถึง 2 ปี รวมทั้งพระองค์ได้ทดลองศึกษาภาษาเยอรมันดู ปรากฏว่าทรงภาษาได้ดีแม้ในระยะเวลาอันสั้น ดังนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ทรงศึกษาต่อในวิชาการทหารที่ประเทศเยอรมนี
โดยที่พระองค์เป็นพระราชโอรสของพระมหากษัตริย์ การจะเข้าศึกษาในโรงเรียนนายร้อยเยอรมัน ซึ่งถือได้ว่ามีการเรียนที่เข้มงวดและฝึกหัดภาคสนามหนักมากที่สุดของยุโรปเช่นนี้ จึงทำให้ต้องได้รับพระบรมราชานุญาตจากสมเด็จพระจักรพรรดิไกเซอร์ วิลเฮล์มที่ 2 (Emperor Kaiser Wilhelm 2) ก่อน และต้องได้รับหนังสือยินยอมจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอีกด้วย หลังจากที่ได้รับคำรับรองดังที่กล่าวแล้ว พระองค์จึงทรงย้ายจากประเทศอังกฤษ ไปเข้าศึกษาที่โรงเรียนนายร้อยชั้นประถมเยอรมัน ที่เมืองปอร์ตสดัม (The Cadet School, Potsdam) เมื่อโรงเรียนจัดให้สอบและปิดภาคแล้ว บรรดาครู อาจารย์ และผู้บังคับการโรงเรียนจึงเห็นพ้องกันว่าทรงเรียนได้รวดเร็ว มีความจำเป็นเลิศเกินกว่านักเรียนนายร้อยชาวเยอรมันมาก จึงได้เลื่อนชั้นขึ้นไปเรียนชั้นอุนเตอร์ เซกุนเด้ (Unter Sekunde) โรงเรียนนายร้อยมัธยมคาเดต (Chief Cadet School) ที่เมืองโกรส ลิสเตอร์เฟลเด้ (Gross Lichterfelde) กรุงเบอร์ลินแทน
ด้วยความวิริยะอุตสาหะอย่างแรงกล้า ทำให้พระองค์เข้าร่วมในกิจกรรมตามหลักสูตรและเรียนทันพระสหายที่เรียนมาตามลำดับชั้นได้อย่างไม่บกพร่อง โดยสอบไล่ได้เป็น ปอตเอเปแฟนริช (Portepeef?hnrich) นักเรียนว่าที่นายร้อย และเข้าศึกษาในชั้นเซเลคต้า (Selekta) และสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ในที่สุดก็ทรงจบการศึกษาสอบเป็นนายทหารด้วยคะแนนดีมาก ทรงได้พระราชทานยศ F?hnrich นายร้อยตรี ในปี พ.ศ. 2444 ในโอกาสนี้ กองทัพบกไทยได้ขอพระราชทานยศร้อยตรี กรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ถวายแด่พระองค์ด้วย
หลังจากจบการศึกษาแล้ว ทรงเข้ารับราชการในกองทัพบกเยอรมนี และเพื่อให้พระองค์มีโอกาสศึกษาประเพณีต่าง ๆ ในราชสำนักปรัสเซียอย่างใกล้ชิด สมเด็จพระจักรพรรดิไกเซอร์ ฯ จึงทรงมีคำสั่งเมื่อวันที่ 22 มีนาคม ร.ศ. 118 ให้บรรจุพระองค์เข้าประจำกองร้อยที่ 11 กรมทหารรักษาพระองค์ที่ 4 ในสมเด็จพระนางเจ้าเอากุสต้า พระบรมราชชนนี ระหว่างที่ทรงรับราชการอยู่นี้ ทรงเห็นว่าการศึกษาที่ผ่านมายังไม่พอกับที่จะทรง นำมาใช้ในประเทศ จึงทรงสมัครเข้าเรียนในวิทยาลัยการสงคราม (Academic of War)
ในช่วงที่พระองค์ทรงศึกษาอยู่ที่วิทยาลัยการสงครามนั้น พระองค์ทรงได้รับการเลื่อนยศเป็นนายร้อยโท เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2444 และจบหลักสูตรในเดือนสิงหาคม ด้วยระดับคะแนนยอดเยี่ยม ทรงได้รับพระราชทานประกาศนียบัตรจากวิทยาลัยการสงคราม ครีกล์ ซูเล่ (Kriegs Schule) แห่งเมืองคัสเซล (Kassel) และยังได้รับประกาศนียบัตรชมเชยเป็นพิเศษจากสมเด็จพระจักรพรรดิไกเซอร์ ฯ เป็นพิเศษอีกด้วย
เดือนตุลาคม พ.ศ. 2444 สมเด็จ ฯ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ ฯ ทรงลาพักและเสด็จกลับประเทศไทย จนถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2445 พระองค์จึงเสด็จกลับมาทรงศึกษาต่อประเทศเยอรมนีอีกครั้งหนึ่ง
ในการกลับมาทรงศึกษาในครั้งที่ 2 นี้ ก็เพื่อเร่งรัดให้ทรงเรียนวิชาการที่สำคัญ ๆ ให้เสร็จภายใน 1 ปี ทรงเลือกเข้าศึกษาในหลักสูตรต่าง ๆ ดังนี้
1. โรงเรียนแม่นปืน เมืองสะบันเดา หลักสูตรสำหรับนายทหารชั้นนายพัน
2. โรงเรียนปืนใหญ่ เมืองยีเตอร์บอร์ด หลักสูตรสำหรับนายทหารชั้นนายพล
3. วิทยาลัยการสงคราม หลักสูตรการยุทธศาสตร์และยุทธวิธี ตลอดจนร่วมสมทบการฝึกหัดนำทัพในสนามรบ
4. เข้าร่วมฟังการบรรยายที่มหาวิทยาลัยเบอร์ลิน 1 ภาคการศึกษา เกี่ยวกับเศรษฐกิจ การปกครอง ธรรมเนียมระหว่างประเทศ และวิธีปกครองอาณานิคม
ในระหว่างนั้นยังทรงเข้ารับราชการในกรมทหารรักษาพระองค์ที่ 4 และในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2446 ทรงได้รับพระราชทานเลื่อนยศเป็นนายร้อยเอก เมื่อรวมเวลาที่ทรงศึกษาอยู่ในต่างประเทศแล้วนับว่านานมากถึง 9 ปี ซึ่งในขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะปรับปรุงกองทัพบก ซึ่งเป็นกำลังหลักของประเทศเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้ สมเด็จ ฯ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ ฯ จึงทรงลาออกจากตำแหน่งนายทหารกองทัพบกเยอรมนี และเข้าเฝ้าสมเด็จพระจักรพรรดิไกเซอร์ ฯ ทูลลากลับประเทศไทย
 
การทรงงาน
พระองค์ทรงเข้ารับราชการในตำแหน่งเสนาธิการทหารบกได้ไม่ทันครบปี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกรมทหารเรือ ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2447 เนื่องจากสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภานุพันธุวงษ์วรเดช กราบบังคมลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการกรมทหารเรือ เนื่องจากทรงพระประชวร
ด้วยพระราชดำริของพระราชบิดาที่ว่า “... เห็นว่าส่วนการปกครองกรมยังหาเป็นระเบียบเรียบร้อยไม่ จะให้แต่ผู้รู้วิชาการเดินเรือจัดการปกครองทั่วไป ก็จะยังไม่เป็นการเรียบร้อยตลอดไปได้ จึงเห็นควรว่าจะให้มีผู้บัญชาการจัดการปกครองกรมให้ลงระเบียบเรียบร้อยราชการทหารเรือจึงจะดำเนินไปได้ เห็นว่าชายบริพัตรมีสติปัญญาแลความเพียรมั่นคงอยู่จึงตั้งให้เป็นผู้บัญชาการกรมทหารเรือ …..” พระองค์ทรงอยู่ในตำแหน่งเป็นเวลาเกือบ 7 ปี ซึ่งพระองค์ได้ทรงบุกเบิกและวางรากฐานแห่งความเจริญด้านต่าง ๆ ให้ ทร. ในปัจจุบัน ดังนี้
พระราชกรณียกิจในขณะทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกรมทหารเรือ (พ.ศ. 2447 - พ.ศ. 2453)
1. การจัดระเบียบราชการใน ทร. ให้รัดกุม โดยจัดแบ่งส่วนราชการเป็น กรมบัญชาการกลาง มีผู้บัญชาการกรมทหารเรือเป็นประธาน มีหน้าที่รับผิดชอบงานราชการซึ่งเกี่ยวข้องกับกรมทหารเรือทั่วไป
2. การสมัครสมานสามัคคีระหว่างทหารเรือรุ่นเก่าและทหารเรือรุ่นใหม่ เพื่อประสานรอยร้าวที่ได้รับการศึกษาแบบเก่า และแบบสมัยใหม่
3. การจัดทำข้อบังคับสำหรับทหารเรือ ทรงจัดทำข้อบังคับทหารเรือ (ข.ท.ร.) ข้อบังคับหน้าที่ราชการเรือ (ข.น.ร.) และข้อบังคับหน้าที่ราชการกลจักร (ข.น.จ.) ขึ้นใช้เป็นหลักฐานในการปฏิบัติราชการสืบมาจนถึงทุกวันนี้
4. จัดระเบียบเกี่ยวกับการเงิน โดยมีการแต่งตั้งกรรมการตรวจเงินและควบคุมเงิน รวมทั้งให้มีการกำหนดอัตราเงินเดือนข้าราชการทหารเรือ ทั้งในและต่างประเทศขึ้นไว้เป็นหลักฐานด้วย
5. เปลี่ยนยศข้าราชการกรมทหารเรือ แผนกผู้ช่วยรบ เนื่องจากประกาศลำดับยศข้าราชการกรมทหารเรือแผนกผู้ช่วยรบ เมื่อ พ.ศ. 2447 มีความสับสน โดยใช้ตำแหน่งเป็นยศ ทำให้เกิดความเข้าใจผิด จึงได้เปลี่ยนใช้แบบเดียวกับราชการแผนกรบ
6. กำหนดระยะเวลาและวิธีรับคนเข้าราชการในกรมทหารเรือ เนื่องจากมีผู้หนีราชการเป็นจำนวนมาก เมื่อถูกเกณฑ์เข้ารับราชการ
7. การจัดตั้งโรงเรียนนายเรือ พระองค์ทรงริเริ่มร่วมกับเสด็จในกรมหลวงชุมพร รองผู้บัญชาการทหารเรือและพระยาวิสุทธิสุริยศักดิ์ (ม.ร.ว. เปีย มาลากุล) เสนาบดีกระทรวงธรรมการ
8. สร้างอู่ต่อเรือ อู่ต่อเรือนี้ต่อมาได้วิวัฒนาการเป็นกรมอู่ทหารเรือในปัจจุบัน
9. วางแบบแผนการยิงสลุต โดยร่างข้อบังคับว่าด้วยการยิงสลุต พ.ศ. 2449
10. กำหนดเครื่องแต่งตัวทหารเรือ ได้ร่างพระราชกำหนดเครื่องแต่งตัวทหารเรือ ร.ศ. 124 และได้ประกาศใช้ราวเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2450 ตามที่ พลเรือตรี กรมหมื่นชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ทรงเสนอ
11. จัดให้มีพระธรรมนูญศาลทหารเรือและกรมพระธรรมนูญทหารเรือ เพื่อดูแลงานด้านเกี่ยวกับกฎหมายและคำสั่งต่าง ๆ
12. ปรับปรุงการสหโภชน์และจัดตั้งโรงเรียนสูทกรรม เพื่อให้ทหารรู้จักการปรุงอาหาร การจัดโต๊ะและมารยาทในการเสริฟทั้งอาหารไทยและฝรั่ง
13. กองดุริยางค์ทหารเรือ ทรงโปรดการดนตรีไทยและดนตรีสากล ได้ทรงสนพระทัยกองแตรวงทหารเรือ ตั้งแต่แรกเริ่ม ทรงควบคุมการฝึกซ้อม ทรงพระนิพนธ์เพลงให้กองแตรวงฝึกจนมีความสามารถ ซึ่งต่อมาได้พัฒนามาเป็นกองดุริยางค์ทหารเรือในปัจจุบัน
14. จัดทำโครงสร้างกำลังทหารเรือ ทรงจัดทำโครงสร้างกำลังพลทางเรือ ร่วม กับพลเรือตรี พระเจ้าลูกยาเธอ ฯ กรมหมื่นชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ รองผู้บัญชาการกรมทหารเรือและโครงการนี้ได้บรรลุผลสำเร็จ ในสมัยทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงทหารเรือ
15. สนับสนุนความก้าวหน้าและเพิ่มพูนรายได้ของผู้ใต้บังคับบัญชา เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เรียนและสอบเพื่อแสดงความรู้ของตนเอง
พระราชกรณียกิจในตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงทหารเรือ (11 ธันวาคม พ.ศ. 2453 - 18 มิถุนายน พ.ศ. 2463)
พระองค์ทรงอาศัยหลักการเดิมที่ทรงวางไว้ในสมัยรัชกาลที่ 5 พระกรณียกิจที่สำคัญในตำแหน่งนี้พอประมาณได้พอสังเขป ดังนี้
1. ทำการสำรวจและจัดทำแผนที่น่านน้ำสยามขึ้นใหม่ โดยทรงมอบให้กองแผนที่ทางทะเลเป็นผู้สำรวจ และต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น กองอุทกศาสตร์ ในปี พ . ศ . 2458 และเป็นกรมอุทกศาสตร์ ในปี พ . ศ . 2464
2. ตั้งคลังแสงทหารเรือ ทรงตั้งคลังแสงทหารเรือขึ้นที่บางนา จ . สมุทรปราการ ต่อมาเรียกว่า กรมสรรพาวุธทหารเรือ
3. ให้มีกฎข้อบังคับการปฏิบัติในเวลาสงครามไว้ใช้ในกระทรวงทหารเรือ ขณะที่กำลังเกิดสงครามในยุโรป (ก.ย. – ต.ค. 2457) ทรงให้กรรมการร่างกฎหมายของกระทรวงยุติธรรม ร่างกฎว่าด้วยการใช้ธรรมนิยมกฎหมายนานาประเทศในเวลาเกิดสงครามขึ้น
4. ทรงเสริมสร้างแสนยานุภาพของกองทัพเรือ นอกจากการสั่งสร้างเรือรบจากต่างประเทศ เข้าประจำการในกองทัพเรือเป็นจำนวนมากแล้ว ยังได้ทรงร่วมกับเสด็จในกรมหลวงชุมพร ดำเนินการฝึก – ศึกษาของทหารเรือไทยทุกระดับให้มีสมรรถภาพ สามารถปฏิบัติหน้าที่ราชการได้ทันความเจริญก้าวหน้าวิทยาการทหารเรือและอาวุธยุทโธปกรณ์สมัยใหม่ รวมทั้งการส่งนายทหารเรือไปศึกษาต่อในต่างประเทศ
5. พระกรณียกิจในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อประเทศไทยประกาศสงครามร่วมด้วยนั้น ทรงบัญชาการให้เจ้าหน้าที่ทหารเรือ (กรมชุมพลทหารเรือ) ทำการยึดเรือ และจับกุมเชลยศึกเยอรมนีจนเป็นที่เรียบร้อย
6. ปรับปรุงการแพทย์ทหารเรือให้เจริญ ได้สร้างตึก 6 หลัง ที่ปากคลองมอญ ด้านเหนือตรงข้ามท่าราชวรดิฐ (ที่ตั้งโรงพยาบาลทหารเรือกรุงเทพ ในปัจจุบัน) มีการนำยารักษาโรคชนิดใหม่ ๆ เข้ามาใช้
7. สนับสนุนการก่อตั้งราชนาวิกสภา ทรงเห็นชอบให้เริ่มตั้งราชนาวิกสภา แต่งตั้งวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2459 และเป็นสถานที่พบปะสนทนา โดยมี พลเรือตรี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ เป็นผู้อำนวยการ
8. การจัดตั้งบริษัทพาณิชย์นาวีสยาม ทรงมีดำริให้นำเรือเยอรมันที่กองทัพเรือทำการยึดในระหว่างสงครามโลกมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการรับ - ส่งสินค้า ในรูปของบริษัท ในพระบรมราชูปถัมภ์ เรียกชื่อว่า บริษัทพาณิชย์นาวีสยามซึ่งเป็นต้นกำเนิดของบริษัทเดินเรือไทย ในเวลาต่อมา
9. กำหนดรูปแบบริ้วกระบวนเรือพระราชพิธีปรับปรุงเห่เรือ และสร้างเรือพระราชพิธีขึ้นใหม่ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงได้ขอพระราชทานวางริ้วกระบวนเรือพระราชพิธีซึ่งทรงปรับปรุงใหม่เป็น 5 กระบวน ซึ่งยึดถือปฏิบัติมาถึงปัจจุบัน